ค้นหารถ
เลือกซื้อรถ
GLC-Class มือสอง
เลือกซื้อ Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง รถยนต์ Premium SUV หรู ระดับพรีเมียม ในราคาคุ้มค่า

หากคุณกำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางระดับพรีเมียม (Mid-size Luxury SUV) ที่ผสานภาพลักษณ์ความหรูหรา สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม และความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในครอบครัว การเลือกเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดและคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี-คลาส ได้รับการยอมรับในเรื่องของความกว้างขวางของห้องโดยสาร ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ที่มั่นคง และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยให้คุณได้ครอบครองรถยนต์ SUV ระดับท็อปตราดาวสามแฉกในราคาที่ประหยัดงบประมาณลงมาจากรถใหม่ป้ายแดงได้อย่างมหาศาล
เจเนอเรชันยอดนิยมของ Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง ในตลาดรถยนต์
ในตลาดรถยนต์มือสองประเทศไทย Mercedes-Benz GLC-Class มีการปรับโฉมและยกระดับเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบตัวถัง SUV และสไตล์คูเป้โฉบเฉี่ยว (Coupe) โดยโฉมยอดนิยมประกอบด้วย:
- Mercedes-Benz GLC-Class โฉม X253 / C253 (ปี 2015 - 2019): โฉมแรกที่เข้ามาทำตลาดแทนที่ GLK โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมนหรูหรา มีให้เลือกทั้งตัวถัง SUV (X253) และ Coupe (C253) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล GLC 250d และขุมพลัง Plug-in Hybrid GLC 350e มอบสมรรถนะการขับขี่ที่แรงและประหยัดน้ำมัน เป็นโฉมที่ราคาจับต้องได้ง่ายที่สุดในตลาด
- Mercedes-Benz GLC-Class โฉม X253 Minorchange (ปี 2019 - 2023): ปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ชุดไฟหน้า LED High Performance / MULTIBEAM LED ดีไซน์สปอร์ต ภายในอัปเกรดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล GLC 220d และขุมพลัง Plug-in Hybrid GLC 300e มอบความสมบูรณ์แบบสูงสุดในตลาดมือสอง
- Mercedes-Benz GLC-Class โฉม X254 / C254 (ปี 2023 - 2026): เจเนอเรชันล่าสุดที่ยกระดับดีไซน์ภายนอกและภายในให้ล้ำอนาคต โดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสแนวตั้งสไตล์ S-Class ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Plug-in Hybrid (GLC 350e 4MATIC AMG Dynamic) ที่สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลเกิน 100 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถสภาพใหม่ป้ายแดง
ทำไมการเลือกซื้อ Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง ถึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า?
การตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี-คลาส มือสอง มีเหตุผลสำคัญหลายประการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าทั้งในด้านงบประมาณและประสิทธิภาพการใช้งาน ดังนี้:
- ราคา Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง ประหยัดงบประมาณไปได้มหาศาล: เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวป้ายแดงที่อยู่ระดับ 3.3 - 4.1 ล้านบาท การซื้อในตลาดมือสองช่วยให้คุณประหยัดเงินไปได้หลักหลายแสนถึงล้านบาท แต่ได้ครอบครองรถ Premium SUV ตราดาวสามแฉกพร้อมสเปกและออปชันระดับพรีเมียม
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC และการทรงตัวเป็นเลิศ: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะช่วยกระจายแรงบิดไปยังล้อคู่หน้าและหลังอย่างเหมาะสม เพิ่มการยึดเกาะถนนและความเสถียรในการขับขี่ทั้งทางตรง การเข้าโค้งด้วยความเร็ว หรือการเดินทางในวันฝนตก
- ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย และเก็บเสียงได้อย่างเงียบสงบ: เบาะนั่งหนังแท้ปรับไฟฟ้าพร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางทั้งแถวหน้าและแถวหลัง พร้อมพื้นที่จัดเก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทุกการเดินทางของครอบครัว
- ขุมพลังที่มีให้เลือกตอบโจทย์ทุกการใช้งาน: ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบสุดประหยัด ทนทาน ไม่จุกจิก หรือเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ที่ให้พละกำลังสูง อัตราเร่งฉับไว และประหยัดพลังงานเป็นเลิศ
สรุปราคาเฉลี่ย Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง ในตลาดปัจจุบัน
ตารางต่อไปนี้แสดงการประเมิน ราคา Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง โดยอ้างอิงจากความนิยม สภาพตัวรถ และปีผลิตเฉลี่ยในตลาดปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางงบประมาณของคุณ:
| เจเนอเรชัน / รุ่นย่อยยอดนิยม | ช่วงราคาเฉลี่ยในตลาดมือสอง (บาท) |
|---|---|
| Mercedes-Benz GLC 250d / GLC 350e / GLC Coupe (X253 / C253 ปี 2015 - 2019) | 990,000 - 1,490,000 |
| Mercedes-Benz GLC 220d / GLC 300e / GLC Coupe Minorchange (X253 ปี 2019 - 2023) | 1,490,000 - 2,290,000 |
| Mercedes-Benz GLC 350e / GLC 220d AMG Dynamic (X254 ปี 2023 - 2026) | 2,590,000 - 3,290,000 |
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ Mercedes-Benz GLC-Class มือสอง
เพื่อให้ได้รถยนต์ที่มีสภาพสมบูรณ์และสามารถใช้งานในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ ควรเน้นย้ำการตรวจเช็กจุดเฉพาะรุ่นดังต่อไปนี้:
- ระบบช่วงล่าง โช้คอัพ และช่วงล่างถุงลม (AIR BODY CONTROL): สำหรับรุ่นที่ติดตั้งช่วงล่างถุงลม ควรตรวจสอบระดับความสูงของตัวรถขณะจอดทิ้งไว้ ปั๊มลมทำงานปกติ ไม่มีอาการตัวรถทรุด และฟังเสียงลูกหมาก บูชยางช่วงล่างขณะทดลองขับ
- ระบบไฮบริดและสถานะแบตเตอรี่แรงดันสูง (สำหรับรุ่น Plug-in Hybrid): ใช้เครื่องสแกน OBD ตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ไฮบริด ระบบชาร์จไฟ และระบบระบายความร้อน พร้อมตรวจสอบประวัติการรับประกันแบตเตอรี่จากศูนย์บริการ
- การทำงานของระบบเกียร์ 9G-Tronic และระบบขับเคลื่อน 4MATIC: ทดลองขับจริงเพื่อสังเกตจังหวะเปลี่ยนเกียร์ว่าราบรื่น นุ่มนวล ไม่มีอาการกระตุก กระชาก และตรวจเช็กประวัติการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายตามระยะทาง
- ระบบไฟฟ้าภายในห้องโดยสาร หน้าจอ MBUX และกล้อง 360 องศา: ตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้ารอบคัน หน้าจออินโฟเทนเมนต์ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ฝาท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้า และเซนเซอร์รอบคันว่าทำงานสมบูรณ์ทุกจุดก่อนการส่งมอบ



