
เมื่อพูดถึงความปลอดภัยของรถยนต์
หลายคนมักนึกถึงเบรก เครื่องยนต์ หรือระบบช่วงล่างเป็นหลัก แต่มีอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ “หมดอายุได้” และส่งผลโดยตรงกับชีวิต คือ ยางรถยนต์ นั่นเอง หลายคนอาจคิดว่าดอกยางยังลึกก็น่าจะใช้ได้ แต่ความจริงคือ “อายุของยาง” มีผลต่อการยึดเกาะ การเบรก และการควบคุมรถอย่างมาก โดยเฉพาะรถที่ใช้น้อยหรือจอดทิ้งนาน ๆ ยางอาจเสื่อมจนแข็ง แตก ขึ้นรอยร้าวได้แม้ไม่ค่อยใช้งานก็ตาม
ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานกี่ปี?
โดยทั่วไปอายุยางเฉลี่ยอยู่ที่ 4–6 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต ไม่ใช่วันที่เริ่มใช้งาน ซึ่งหมายความว่าแม้ยางจะยังใหม่ ดอกยังสวย แต่ถ้าผลิตมานาน ก็มีโอกาสเสื่อมตามเวลาได้
ปัจจัยที่ทำให้ยางเสื่อมเร็ว
- จอดตากแดดเป็นเวลานาน
- ใช้งานบนถนนร้อนจัด
- เติมลมยางไม่เหมาะสม
- รับน้ำหนักบรรทุกมากเกินไป
- วิ่งเร็วเป็นประจำ หรือเบรกหนักบ่อย ๆ
ดังนั้น การรู้วิธีเช็กอายุยางจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อประเมินว่ายางหมดอายุหรือยัง
ยางรถยนต์หมดอายุ ดูตรงไหน? (จุดที่ต้องดูจริง ๆ)
นี่คือส่วนที่เจ้าของรถทุกคนควรรู้ เพราะเป็นวิธีเช็ก “อายุยาง” ที่แม่นยำที่สุด คือการดูรหัสบนแก้มยาง
1) รหัส DOT บนแก้มยางคืออะไร?
รหัส DOT เป็นตัวเลข 4 หลักที่อยู่บนแก้มยาง มักอยู่หลังคำว่า “DOT” ตัวเลขเหล่านี้บอก สัปดาห์ผลิต และ ปีที่ผลิตของยาง
ตัวอย่างรหัส : 3321 คือ ผลิตสัปดาห์ที่ 33 ของปี 2021
2) วิธีดูรหัส DOT อย่างถูกต้อง
- ตัวเลข 2 ตัวแรก = สัปดาห์ที่ผลิต
- ตัวเลข 2 ตัวหลัง = ปีที่ผลิต
- หากเป็นยางเก่ามาก จะมีเพียง 3 หลัก (ควรเปลี่ยนทันที)
วิธีนี้ถือเป็นคำตอบหลักของคำถามยอดฮิตว่า “ยางรถยนต์หมดอายุ ดูตรงไหน?” คำตอบคือ ให้ดูรหัส DOT บนแก้มยางเสมอ
สัญญาณว่าควรเปลี่ยนยาง แม้อายุจะยังไม่ครบ
บางครั้งยางอาจหมดสภาพก่อนเวลาจริง แม้จะยังไม่ถึง 4–6 ปีก็ตาม หากพบอาการเหล่านี้ ถือว่า “หมดอายุการใช้งาน” แล้ว
1) ยางแข็ง กระด้าง เกาะถนนน้อยลง
เมื่อยางเสื่อม ความนุ่มนวลจะลดลง ขับแล้วสังเกตได้ว่าเสียงดังขึ้น รถกระแทกพื้นมากขึ้น
2) รอยแตกลายงา
- รอยแตกบนแก้มยาง
- รอยแตกตามร่องดอกยาง
เกิดจากเนื้อยางเสื่อมตามสภาพอากาศ แดด และโอโซน
3) ดอกยางสึกไม่เท่ากัน
เป็นสัญญาณของ
- โช้คอัพเสื่อม
- ศูนย์ล้อไม่ตรง
- ลมยางไม่สม่ำเสมอ
ดอกยางที่สึกจนต่ำกว่า 1.6 มม. ถือว่าผิดกฎหมายและเสี่ยงมาก
4) ยางบวม
มักเกิดจากกระแทกหลุมแรง ๆ ถ้ายางบวมถือว่า “อันตรายที่สุด” เพราะอาจระเบิดได้ตลอดเวลา
5) มีเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
อาจเกิดจากยางผิดรูป เสื่อมความสมดุล หรือดอกยางเป็นคลื่น (Feathering)
วิธีดูแลและยืดอายุการใช้งานของยาง
เพื่อให้ยางอยู่ได้นานขึ้น และปลอดภัยขณะขับขี่ ควรดูแลตามคำแนะนำนี้
ตรวจลมยางเป็นประจำ
- ทุก 2 สัปดาห์
- ปรับให้เหมาะกับคู่มือรถ
- ห้ามลมอ่อนหรือแข็งเกินไป
สลับยางทุก 10,000 กม. เพื่อให้การสึกเท่ากันทั้ง 4 เส้น
ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ เมื่อมีอาการผิดปกติ ช่วยลดการสึกไม่เท่ากันและเพิ่มความนุ่มนวล
อย่าจอดตากแดดนาน ความร้อนเป็นตัวเร่งให้เนื้อยางเสื่อม
ตรวจความลึกของดอกยาง หากต่ำกว่า 1.6 มม. ต้องเปลี่ยนทันที
ยางรถยนต์หมดอายุแล้วไม่เปลี่ยน อันตรายแค่ไหน?
ยางหมดอายุมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในการขับขี่
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
- ยางระเบิด โดยเฉพาะเวลาใช้ความเร็วสูง
- ระยะเบรกยาวขึ้น เพราะเนื้อยางแข็ง
- ควบคุมรถได้ยาก บนถนนเปียกหรือเข้าโค้ง
- กินน้ำมันมากขึ้น เพราะการยึดเกาะลดลง
ดังนั้น เมื่อพบว่ายางหมดอายุ ไม่ควรฝืนใช้งานเด็ดขาด
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยางใหม่?
ใช้หลักง่าย ๆ จากช่างผู้เชี่ยวชาญดังนี้
เปลี่ยนยางทันทีหาก
- อายุยาง มากกว่า 5 ปี
- มีรอยแตก บวม หรือความเสียหาย
- ดอกยางต่ำกว่า 1.6 มม.
- มีสัญญาณว่าเนื้อยางแข็งผิดปกติ
ในกรณีใช้น้อย จอดบ่อย แม้วิ่งไม่ถึง 20,000 กม. ต่อปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 6 ปี แนะนำให้เปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย
สรุป
การตรวจเช็กว่ายางรถยนต์หมดอายุหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงดูรหัส DOT บนแก้มยางก็สามารถรู้ปีที่ผลิตได้ทันที ซึ่งเป็นคำตอบตรง ๆ ของคำถามว่า “ยางรถยนต์หมดอายุ ดูตรงไหน” นอกจากนี้ยังควรสังเกตสภาพเนื้อยาง ดอกยาง และอาการผิดปกติต่าง ๆ ร่วมด้วย เพราะแม้อายุยังไม่ถึง แต่ถ้ายางเสื่อมสภาพก็ถือว่าไม่ปลอดภัยแล้ว
เว็บรถมือสองดูออนไลน์ ทุกคันการันตีสภาพ ต้อง ดรีมคาร์ (DREAM CARS) ตลาดรวมรถมือสอง ฟรีดาวน์ ดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมบริการจัดไฟแนนซ์ ส่งรถให้ดูถึงหน้าบ้าน











