แบนเนอร์
ค้นหารถ

หน้าแรก > บทความ > เช็กราคา! รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามจริงแต่ละระดับน้ำท่วม | 2025-11-28 16:21:27
เช็กราคา! รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามจริงแต่ละระดับน้ำท่วม


เมื่อน้ำท่วมมาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว รถยนต์มักเป็นทรัพย์สินแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ตั้งแต่น้ำเข้าพรมเล็กน้อย ไปจนถึงระดับที่เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าพังเสียหายทั้งหมด หลายคนสงสัยว่า “ค่าซ่อมต้องเตรียมงบไว้เท่าไหร่?” บทความนี้รวบรวมข้อมูล รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามระดับน้ำท่วม โดยอิงจากประสบการณ์ช่างในอู่–ศูนย์บริการ รายการซ่อมที่พบจริง และช่วงราคาที่เกิดขึ้นบ่อย เพื่อช่วยให้ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นก่อนตัดสินใจส่งซ่อม หรือยื่นเคลมประกัน

ระดับน้ำท่วมมีผลต่อราคาซ่อมหรือไม่?

ระดับน้ำที่เข้ารถไม่เท่ากัน ย่อมทำให้รายการซ่อมแตกต่างกันอย่างมาก โดยหลัก ๆ แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  1. น้ำเข้าพรม / ระดับข้อเท้า – ความเสียหายน้อยที่สุด มักเสียหายแค่พื้นพรมและกลิ่นอับ
  2. น้ำท่วมถึงเบาะ / ระดับครึ่งห้องโดยสาร – เริ่มกระทบระบบไฟฟ้าภายในและอุปกรณ์ใต้เบาะ
  3. น้ำเข้าห้องเครื่อง / ระดับเหนือฝากระโปรง – เครื่องยนต์–กล่อง ECU เสี่ยงพัง
  4. จมน้ำทั้งคัน / ระดับหลังคา – ความเสียหายหนักสุด มักถูกประเมิน “ซ่อมไม่คุ้ม”

แต่ละระดับมีค่าใช้จ่ายต่างกันหลักพัน–หลักแสนบาท ลองมาดูรายละเอียดกันแบบชัด ๆ

รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามระดับน้ำท่วม

ด้านล่างนี้คือสรุปราคาเฉลี่ย + รายการซ่อมที่พบได้จริงจากอู่ซ่อมรถและประสบการณ์ผู้ใช้รถจำนวนมาก

ระดับ 1 น้ำเข้าพรม / น้ำท่วมไม่ถึงเบาะ (ความเสียหายน้อย)

ช่วงราคาซ่อม: 2,000 – 6,000 บาท

กรณีนี้ถือว่าโชคดีที่สุด เพราะความเสียหายอยู่ในโซน “ภายในรถ” ยังไม่แตะระบบไฟหรือเครื่องยนต์

รายการซ่อมที่พบได้บ่อย

  • ถอดพรม–ซับน้ำ–อบแห้ง
  • ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ–โอโซน
  • เช็กจุดต่อสายไฟใต้เบาะ
  • ไล่กลิ่นอับในห้องโดยสาร

เหมาะกับใคร
กรณีขับลุยน้ำแล้วน้ำเข้ามาเล็กน้อย รถยังวิ่งได้ปกติ ไม่มีไฟเตือนขึ้น

สรุป : เป็นระดับที่ซ่อมง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

ระดับ 2 น้ำท่วมถึงเบาะ / ท่วมครึ่งห้องโดยสาร

ช่วงราคาซ่อม : 8,000 – 25,000 บาท

ระดับนี้เริ่มมีผลต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน เช่น แผงควบคุม แทรกกิ้งโมดูล กล่องเบาะไฟฟ้า รวมถึงคราบน้ำ–โคลนใต้คอนโซล

รายการซ่อมที่มักต้องทำ

  • ถอดเบาะทั้งคัน + ทำความสะอาด
  • ล้างระบบแอร์–เป่าท่อ + เปลี่ยนไส้กรอง
  • เช็กฟิวส์–รีเลย์ส่วนล่าง
  • ทำความสะอาดเซนเซอร์ที่ติดพื้น
  • เปลี่ยนพรมใหม่บางส่วน (ถ้าเสียหายหนัก)

ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มถ้าเสียหายดังนี้

  • กล่องควบคุมใต้เบาะไฟฟ้า: +5,000–10,000 บาท
  • มอเตอร์เบาะไฟฟ้า: +2,000–4,000 บาท

สรุป : ค่าใช้จ่ายเริ่มสูงเพราะเริ่มมีงานรื้อ–งานไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ระดับ 3 น้ำเข้าห้องเครื่อง / ท่วมถึงฝากระโปรงหน้า

ช่วงราคาซ่อม: 20,000 – 80,000 บาท

กรณีนี้ถือว่า “เสี่ยงมาก” โดยเฉพาะหาก สตาร์ทรถตอนน้ำท่วม เพราะจะทำให้เกิดอาการ “เครื่องยนต์ยันน้ำ (Hydrolock)” อาจต้องรื้อเครื่องทั้งชุด

รายการซ่อมที่พบบ่อย

  • รื้อทำความสะอาดเครื่องยนต์
  • ถ่ายน้ำมันเครื่อง–เกียร์–เฟืองท้าย
  • เช็กไดชาร์จ–ไดสตาร์ท
  • ล้างท่อไอดี–ลิ้นปีกผีเสื้อ
  • เปลี่ยนกรองอากาศ–กรองแอร์
  • เช็กกล่อง ECU, กล่อง ABS
  • เปลี่ยนเซนเซอร์ต่าง ๆ

ค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่ม

  • ECU พัง: +10,000 – 40,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ)
  • มอเตอร์ต่าง ๆ เสีย: +3,000 – 8,000 บาท
  • ชุดสายไฟเส้นหลัก: +7,000 – 20,000 บาท

สรุป : เป็นระดับที่ค่าซ่อมสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเริ่มเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ซับซ้อน

ระดับ 4 รถจมน้ำทั้งคัน / จมน้ำระดับหลังคา

ช่วงราคาซ่อม: 80,000 – 200,000+ บาท หรือ “ไม่คุ้มซ่อม”

ระยะนี้คือความเสียหายหนักสุด น้ำเข้าเครื่อง–ภายใน–สายไฟ–อุปกรณ์ทุกจุด รถบางคันถูกประเมินเป็น ซ่อมไม่คุ้ม เพราะค่าอะไหล่สูงมาก เกือบเท่าราคารถบางรุ่น

รายการซ่อมและการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่พบบ่อย

  • รื้อภายในทั้งคัน
  • เปลี่ยนชุดพรม–เบาะ–คอนโซล
  • เปลี่ยนกล่อง ECU หลายตำแหน่ง
  • เปลี่ยนระบบไฟทั้งชุด (สายไฟหลัก / สายไฟย่อย)
  • เปลี่ยนมอเตอร์ทุกตัวที่โดนน้ำ
  • ยกเครื่อง–โอเวอร์ฮอลทั้งลูก
  • เปลี่ยนชุด ABS – แอร์แบ็ก – เซนเซอร์

เหตุผลที่มักถูกประเมินว่า “ไม่คุ้มซ่อม”

  • ค่าอะไหล่รวมเกิน 40–60% ของราคารถ
  • โอกาสมีปัญหาซ้ำสูงในอนาคต
  • ประกันมักตีเป็น “สูญหายโดยสิ้นเชิง” (Total Loss)

สรุป : ผู้ใช้รถส่วนมากเลือกเคลมประกันเต็มจำนวน มากกว่าซ่อมเอง

เคลมประกันรถจมน้ำ คุ้มกว่าออกค่าซ่อมเองไหม?

หลายคนลังเลว่าจะซ่อมเองหรือเคลมประกันดี ลองดูตัวอย่างค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ

  • กรณี 1 : ระดับน้ำเข้าพรม ซ่อมเองถูกกว่า เคลมไม่คุ้ม
  • กรณี 2 : น้ำท่วมถึงเบาะ มีไฟฟ้าเสียบางส่วน แล้วแต่สภาพรถ ถ้ามีอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียเยอะ เคลมคุ้มกว่า
  • กรณี 3 – 4 : น้ำเข้าห้องเครื่อง / จมน้ำ เคลมประกันคุ้มที่สุด เพราะค่าเสียหายเกินหลายหมื่น – หลักแสน

วิธีประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นด้วยตัวเอง

ก่อนนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ สามารถเช็กง่าย ๆ ได้ดังนี้

สิ่งที่ควรดูทันที

  • ระดับน้ำเข้ามาถึงตรงไหน
  • เครื่องยนต์สตาร์ทติดหรือไม่
  • มีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัดหรือไม่
  • กลิ่นไหม้ / กลิ่นอับผิดปกติ
  • น้ำมันเครื่องมีน้ำปนหรือไม่ (ดูที่ฝาปิด)

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงทันที

  • ห้ามสตาร์ทรถหากน้ำเข้าห้องเครื่อง
  • ห้ามเปิดแอร์–พัดลมในรถ
  • ห้ามถอด/ต่อสายไฟเอง

สรุปค่าใช้จ่ายซ่อมรถตามระดับน้ำท่วม

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น นี่คือสรุปแบบรวบรัด

ระดับน้ำท่วม ค่าซ่อมเฉลี่ย หมายเหตุ
น้ำเข้าพรม 2,000 – 6,000 ซ่อมน้อยสุด
ท่วมถึงเบาะ 8,000 – 25,000 เริ่มมีงานไฟฟ้า
ท่วมถึงฝากระโปรง 20,000 – 80,000 เครื่อง–ไฟฟ้าเสีย
จมน้ำทั้งคัน 80,000 – 200,000+ อาจไม่คุ้มซ่อม

คำแนะนำ : หากค่าเสียหาย เกิน 40–50% ของราคารถ ควรพิจารณาเคลมประกันแบบ “Total Loss” มากกว่าซ่อมเอง


เว็บรถมือสองดูออนไลน์ ทุกคันการันตีสภาพ ต้อง ดรีมคาร์ (DREAM CARS) ตลาดรวมรถมือสอง ฟรีดาวน์ ดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมบริการจัดไฟแนนซ์ ส่งรถให้ดูถึงหน้าบ้าน
DRMCARS (ดรีมคาร์)

รับข้อเสนอรถมือสองสุดพิเศษ รถซุปเปอร์คาร์ รถพรีเมี่ยมคาร์ Benz BMW Lexus Mini Audi Porsche รถตู้พรีเมี่ยม Alphard Vellfire H1 Caravell Vito อื่นๆ คัดสรรสภาพการันตีไมล์แท้ อยากได้รถที่ดีต้องรถที่ดรีม

© Copyrights. All rights reserved. DRMCARS (ดรีมคาร์)

รถยอดนิยม
ติดต่อเรา

เบอร์.088-85-99999
อีเมล์ drmcars2024@gmail.com
ไอดีไลน์ @dreamcar

บริษัท ดรีมคาร์มาร์ท จำกัด
88/88 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160
เลขผู้เสียภาษี : 0105564028618
โทร : 02-44-99999 (ฝ่ายขาย)
โทร : 02-44-88888 (ฝ่ายบัญชี)