
เมื่อน้ำท่วมมาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว รถยนต์มักเป็นทรัพย์สินแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ตั้งแต่น้ำเข้าพรมเล็กน้อย ไปจนถึงระดับที่เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าพังเสียหายทั้งหมด หลายคนสงสัยว่า “ค่าซ่อมต้องเตรียมงบไว้เท่าไหร่?” บทความนี้รวบรวมข้อมูล รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามระดับน้ำท่วม โดยอิงจากประสบการณ์ช่างในอู่–ศูนย์บริการ รายการซ่อมที่พบจริง และช่วงราคาที่เกิดขึ้นบ่อย เพื่อช่วยให้ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นก่อนตัดสินใจส่งซ่อม หรือยื่นเคลมประกัน
ระดับน้ำท่วมมีผลต่อราคาซ่อมหรือไม่?
ระดับน้ำที่เข้ารถไม่เท่ากัน ย่อมทำให้รายการซ่อมแตกต่างกันอย่างมาก โดยหลัก ๆ แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่
- น้ำเข้าพรม / ระดับข้อเท้า – ความเสียหายน้อยที่สุด มักเสียหายแค่พื้นพรมและกลิ่นอับ
- น้ำท่วมถึงเบาะ / ระดับครึ่งห้องโดยสาร – เริ่มกระทบระบบไฟฟ้าภายในและอุปกรณ์ใต้เบาะ
- น้ำเข้าห้องเครื่อง / ระดับเหนือฝากระโปรง – เครื่องยนต์–กล่อง ECU เสี่ยงพัง
- จมน้ำทั้งคัน / ระดับหลังคา – ความเสียหายหนักสุด มักถูกประเมิน “ซ่อมไม่คุ้ม”
แต่ละระดับมีค่าใช้จ่ายต่างกันหลักพัน–หลักแสนบาท ลองมาดูรายละเอียดกันแบบชัด ๆ
รวมราคาซ่อมรถยนต์ตามระดับน้ำท่วม
ด้านล่างนี้คือสรุปราคาเฉลี่ย + รายการซ่อมที่พบได้จริงจากอู่ซ่อมรถและประสบการณ์ผู้ใช้รถจำนวนมาก
ระดับ 1 น้ำเข้าพรม / น้ำท่วมไม่ถึงเบาะ (ความเสียหายน้อย)
ช่วงราคาซ่อม: 2,000 – 6,000 บาท
กรณีนี้ถือว่าโชคดีที่สุด เพราะความเสียหายอยู่ในโซน “ภายในรถ” ยังไม่แตะระบบไฟหรือเครื่องยนต์
รายการซ่อมที่พบได้บ่อย
- ถอดพรม–ซับน้ำ–อบแห้ง
- ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ–โอโซน
- เช็กจุดต่อสายไฟใต้เบาะ
- ไล่กลิ่นอับในห้องโดยสาร
เหมาะกับใคร
กรณีขับลุยน้ำแล้วน้ำเข้ามาเล็กน้อย รถยังวิ่งได้ปกติ ไม่มีไฟเตือนขึ้น
สรุป : เป็นระดับที่ซ่อมง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
ระดับ 2 น้ำท่วมถึงเบาะ / ท่วมครึ่งห้องโดยสาร
ช่วงราคาซ่อม : 8,000 – 25,000 บาท
ระดับนี้เริ่มมีผลต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน เช่น แผงควบคุม แทรกกิ้งโมดูล กล่องเบาะไฟฟ้า รวมถึงคราบน้ำ–โคลนใต้คอนโซล
รายการซ่อมที่มักต้องทำ
- ถอดเบาะทั้งคัน + ทำความสะอาด
- ล้างระบบแอร์–เป่าท่อ + เปลี่ยนไส้กรอง
- เช็กฟิวส์–รีเลย์ส่วนล่าง
- ทำความสะอาดเซนเซอร์ที่ติดพื้น
- เปลี่ยนพรมใหม่บางส่วน (ถ้าเสียหายหนัก)
ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มถ้าเสียหายดังนี้
- กล่องควบคุมใต้เบาะไฟฟ้า: +5,000–10,000 บาท
- มอเตอร์เบาะไฟฟ้า: +2,000–4,000 บาท
สรุป : ค่าใช้จ่ายเริ่มสูงเพราะเริ่มมีงานรื้อ–งานไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง
ระดับ 3 น้ำเข้าห้องเครื่อง / ท่วมถึงฝากระโปรงหน้า
ช่วงราคาซ่อม: 20,000 – 80,000 บาท
กรณีนี้ถือว่า “เสี่ยงมาก” โดยเฉพาะหาก สตาร์ทรถตอนน้ำท่วม เพราะจะทำให้เกิดอาการ “เครื่องยนต์ยันน้ำ (Hydrolock)” อาจต้องรื้อเครื่องทั้งชุด
รายการซ่อมที่พบบ่อย
- รื้อทำความสะอาดเครื่องยนต์
- ถ่ายน้ำมันเครื่อง–เกียร์–เฟืองท้าย
- เช็กไดชาร์จ–ไดสตาร์ท
- ล้างท่อไอดี–ลิ้นปีกผีเสื้อ
- เปลี่ยนกรองอากาศ–กรองแอร์
- เช็กกล่อง ECU, กล่อง ABS
- เปลี่ยนเซนเซอร์ต่าง ๆ
ค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่ม
- ECU พัง: +10,000 – 40,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถ)
- มอเตอร์ต่าง ๆ เสีย: +3,000 – 8,000 บาท
- ชุดสายไฟเส้นหลัก: +7,000 – 20,000 บาท
สรุป : เป็นระดับที่ค่าซ่อมสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเริ่มเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ซับซ้อน
ระดับ 4 รถจมน้ำทั้งคัน / จมน้ำระดับหลังคา
ช่วงราคาซ่อม: 80,000 – 200,000+ บาท หรือ “ไม่คุ้มซ่อม”
ระยะนี้คือความเสียหายหนักสุด น้ำเข้าเครื่อง–ภายใน–สายไฟ–อุปกรณ์ทุกจุด รถบางคันถูกประเมินเป็น ซ่อมไม่คุ้ม เพราะค่าอะไหล่สูงมาก เกือบเท่าราคารถบางรุ่น
รายการซ่อมและการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่พบบ่อย
- รื้อภายในทั้งคัน
- เปลี่ยนชุดพรม–เบาะ–คอนโซล
- เปลี่ยนกล่อง ECU หลายตำแหน่ง
- เปลี่ยนระบบไฟทั้งชุด (สายไฟหลัก / สายไฟย่อย)
- เปลี่ยนมอเตอร์ทุกตัวที่โดนน้ำ
- ยกเครื่อง–โอเวอร์ฮอลทั้งลูก
- เปลี่ยนชุด ABS – แอร์แบ็ก – เซนเซอร์
เหตุผลที่มักถูกประเมินว่า “ไม่คุ้มซ่อม”
- ค่าอะไหล่รวมเกิน 40–60% ของราคารถ
- โอกาสมีปัญหาซ้ำสูงในอนาคต
- ประกันมักตีเป็น “สูญหายโดยสิ้นเชิง” (Total Loss)
สรุป : ผู้ใช้รถส่วนมากเลือกเคลมประกันเต็มจำนวน มากกว่าซ่อมเอง
เคลมประกันรถจมน้ำ คุ้มกว่าออกค่าซ่อมเองไหม?
หลายคนลังเลว่าจะซ่อมเองหรือเคลมประกันดี ลองดูตัวอย่างค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ
- กรณี 1 : ระดับน้ำเข้าพรม ซ่อมเองถูกกว่า เคลมไม่คุ้ม
- กรณี 2 : น้ำท่วมถึงเบาะ มีไฟฟ้าเสียบางส่วน แล้วแต่สภาพรถ ถ้ามีอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียเยอะ เคลมคุ้มกว่า
- กรณี 3 – 4 : น้ำเข้าห้องเครื่อง / จมน้ำ เคลมประกันคุ้มที่สุด เพราะค่าเสียหายเกินหลายหมื่น – หลักแสน
วิธีประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นด้วยตัวเอง
ก่อนนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ สามารถเช็กง่าย ๆ ได้ดังนี้
สิ่งที่ควรดูทันที
- ระดับน้ำเข้ามาถึงตรงไหน
- เครื่องยนต์สตาร์ทติดหรือไม่
- มีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัดหรือไม่
- กลิ่นไหม้ / กลิ่นอับผิดปกติ
- น้ำมันเครื่องมีน้ำปนหรือไม่ (ดูที่ฝาปิด)
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงทันที
- ห้ามสตาร์ทรถหากน้ำเข้าห้องเครื่อง
- ห้ามเปิดแอร์–พัดลมในรถ
- ห้ามถอด/ต่อสายไฟเอง
สรุปค่าใช้จ่ายซ่อมรถตามระดับน้ำท่วม
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น นี่คือสรุปแบบรวบรัด
| ระดับน้ำท่วม | ค่าซ่อมเฉลี่ย | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| น้ำเข้าพรม | 2,000 – 6,000 | ซ่อมน้อยสุด |
| ท่วมถึงเบาะ | 8,000 – 25,000 | เริ่มมีงานไฟฟ้า |
| ท่วมถึงฝากระโปรง | 20,000 – 80,000 | เครื่อง–ไฟฟ้าเสีย |
| จมน้ำทั้งคัน | 80,000 – 200,000+ | อาจไม่คุ้มซ่อม |
คำแนะนำ : หากค่าเสียหาย เกิน 40–50% ของราคารถ ควรพิจารณาเคลมประกันแบบ “Total Loss” มากกว่าซ่อมเอง
เว็บรถมือสองดูออนไลน์ ทุกคันการันตีสภาพ ต้อง ดรีมคาร์ (DREAM CARS) ตลาดรวมรถมือสอง ฟรีดาวน์ ดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมบริการจัดไฟแนนซ์ ส่งรถให้ดูถึงหน้าบ้าน











